
<rss version="2.0">
    <channel>
        <language>en</language>
        <pubDate>2026-06-08 06:07:38</pubDate>

                    <item>
                <title>ยุทธการบ้านกระดูกช้าง อำเภอบ่อไร่ จังวัดตราด</title>
                <link>https://ctbdc.navy.mi.th/kzyoq4uyrhys</link>
                <category>ยุทธการบ้านกระดูกช้าง อำเภอบ่อไร่ จังวัดตราด</category>
                <intro><![CDATA[]]></intro>
                <description><![CDATA["<p><img style=\"display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;\" title=\"1.jpg\" src=\"..\/..\/..\/storage\/frontend\/editor\/e03ee111-f251-406b-9c0c-51f0908cee00.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"320\"><br>สถานการณ์การสู้รบในประเทศกัมพูชา มีผลให้กองกำลังติดอาวุธและประชาชนชาวกัมพูชารุกล้ำอธิปไตย และหนีภัยจากการสู้รบ เข้าเขตประเทศไทยบ่อยครั้ง ในต้นเดือนมกราคม ๒๕๒๘ กำลังฝ่ายเวียดนาม\/เฮงสัมริน ดำเนินการกวาดล้างกำลังทหารกัมพูชาฝ่ายซอนซาน บริเวณพื้นที่ชายแดนตรงข้ามบ้านกระดูกช้าง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด โดยฝ่ายทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ส่งกำลังขนาด ๑ กรมทหารราบ (๔๐๐-๖๐๐ คน)สนับสนุนด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด ๖๐ มม. เครื่องยิงลูกระเบิด ๘๒ มม., ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ๗๕ มม., ปืนใหญ่ ๑๒๐ มม.และปืนใหญ่ ๑๕๕ มม.ทำให้ทหารกัมพูชาต้องอพยพประชาชนจากบริเวณบ้านสุขสันต์ เข้าเขตประเทศไทย บริเวณบ้านกระดูกช้าง ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน และทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ส่งกำลังรุกไล่ติดตามกวาดล้างทหารกัมพูชาในพื้นที่บ้านสุขสันต์ โดยวางกำลังรุกล้ำอธิปไตยในเขตประเทศไทย บริเวณพิกัด ทียู.๕๔๗๘,ทียู.๕๕๗๗ และ ทียู.๕๒๘๐ ห่างจากแนวชายแดนประมาณ ๑&ndash;๒ กิโลเมตร<\/p>\r\n<p>กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด สั่งการให้ กองพันทหารราบที่ ๓ กองกำลังด้านจันทบุรี-ตราด ดำเนินการพิสูจน์ทราบ ตรวจค้น กวาดล้าง และผลักดัน กองกำลังเวียดนาม\/เฮงสัมริน ออกนอกเขตประเทศไทย กองพันทหารราบที่ ๓ ฯ โดยมี นาวาตรี บัณฑูร วรรณสุทธิ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๓ จัดกำลังเข้าปฏิบัติการประกอบด้วย ๓ กองร้อยปืนเล็ก ๕ ชุด ปฏิบัติการ จากกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ ๕๐๑, ๕๐๒, กองร้อยที่ ๗ ตำรวจตระเวนชายแดน (หย่อนกำลัง)พร้อมอาวุธสนับสนุนในอัตรา การปฏิบัติภารกิจในการผลักดันทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ที่รุกล้ำอธิปไตยในพื้นที่ดังกล่าว กองพันทหารราบที่ ๓ ฯ กำหนดแนวความคิดในการปฏิบัติด้วยกำลัง ๓ กองร้อยปืนเล็ก ในแต่ละกองร้อยได้รับการสมทบกำลัง ๑ หมวดตำรวจตระเวนชายแดนจาก กองร้อยที่ ๗ ตำรวจตระเวนชายแดน และ ๒ ชุดปฏิบัติการทหารพรานนาวิกโยธินที่ ๕๐๑, ๕๐๖ กำหนดการปฏิบัติของหน่วยต่าง ๆ ดังนี้<\/p>\r\n<p>กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ มี เรือเอก ไตรขวัญ กรีกุล เป็น ผู้บังคับกองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ เข้าตีทางปีกซ้าย เพื่อกวาดล้างและผลักดันทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน บริเวณช่องคลอดปูนเปียก<\/p>\r\n<p>กองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ มี เรือเอก เชลง รุ่งแสงจันทร์ เป็น ผู้บังคับกองร้อยปืนเล็กที่ ๔ ฯ เข้าตีทางปีกขวา เพื่อกวาดล้างและผลักดันทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน บริเวณบ้านกระดูกช้าง<\/p>\r\n<p>&nbsp;กองร้อยปืนเล็กที่ ๓ ฯ มี เรือโท ณัฐพล ศรีสมบูรณ์ เป็น ผู้บังคับกองร้อยปืนเล็กที่ ๓ ฯ เป็นกองหนุน วางกำลังสกัดกั้น บริเวณทิศตะวันออกของเขาน้อย พิกัด ทียู.๔๙๗๗<\/p>\r\n<p>เมื่อ ๑๑ มกราคม ๒๕๒๘ กองพันทหารราบที่ ๓ ฯ เคลื่อนย้ายกำลังจากที่ตั้ง บ้านศรีบัวทอง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เข้าพื้นที่ปฏิบัติการบ้านกระดูกช้าง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด โดยจัดตั้ง ทก.ยุทธวิธี เพื่อควบคุมอำนวยการยุทธ บริเวณพิกัด ทียู.๔๒๔๗๘๘<\/p>\r\n<p>กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ ได้รับมอบภารกิจในการกวาดล้าง และผลักดันกำลังทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ให้ออกนอกเขตประเทศไทย บริเวณพิกัด ทียู.๕๓๗๙ และ ทียู.๕๔๗๘ ผู้บังคับกองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ ดำเนินการสำรวจพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อวางแผนเข้าตี โดยนำเอา ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก, ผู้บังคับหมวดเครื่องยิงลูกระเบิด ๘๑ มม. และเจ้าหน้าที่สื่อสาร ไปสำรวจพื้นที่ พร้อมทั้งประสานเครื่องบินทหารอากาศในพื้นที่ ที่สนามบินจังหวัดตราด เตรียมการตรวจการณ์ และปรับการยิงให้กับอาวุธสนับสนุน ตลอดจนประสานทหารกัมพูชาในพื้นที่ ให้ทำการเฝ้าตรวจและแจ้งความเคลื่อนไหวของทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน การปฏิบัติการด้วยการใช้อาวุธสนับสนุนเครื่องยิงลูกระเบิด ๘๑ มม. ,ปืนใหญ่ ๑๐๕ มม.และเครื่องบินทหารอากาศ โจมตีเป้าหมายที่ตั้งกำลังของทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน บริเวณที่หมายในวันแรกการโจมตีด้วยอาวุธสนับสนุนไม่ได้ผล เนื่องจากอากาศปิด การตรวจการณ์ทางอากาศจำกัด ในวันต่อมาทำการประสานกับทหารกัมพูชาให้ทำการเข้าตีทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน โดยฝ่ายไทยทำการยิงสนับสนุน ด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่สนามให้ปฏิบัติการเข้าตี อยู่ในความควบคุมของกองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ ทำให้การปฏิบัติประสบผลสำเร็จ เนื่องจากทหารกัมพูชาชำนาญพื้นที่ สามารถผลักดัน ทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ออกนอกเขตแดนไทย หลังจากนั้น กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ เคลื่อนกำลังเข้ายึดที่หมายจากการตรวจพื้นที่บริเวณที่หมายเชื่อว่า ทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ได้รับความสูญเสียและบาดเจ็บจำนวนมาก จากการยิงอาวุธสนับสนุนของฝ่ายเรา เนื่องจากตรวจพบรอยเลือดหลายแห่ง พบเสื้อผ้าถูกสะเก็ดระเบิดจำนวนมาก สำหรับทหารกัมพูชาที่เข้าตี เสียชีวิต ๔ ศพ ฝ่ายเราปลอดภัย และถอนกำลังกลับที่รวมพล เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ต่อไป<\/p>\r\n<p>&nbsp;เมื่อ ๑๘ มกราคม ๒๕๒๘ ปรากฏว่าทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ทำการกวาดล้างทหารกัมพูชา รุกล้ำเข้าเขตแดนไทย และวางกำลังยึดพื้นที่บริเวณพิกัด ทียู.๕๓๘๑, ทียู.๕๔๗๙, ทียู.๕๒๘๐ และ ทียู.๕๔๗๘ กองพันทหารราบที่ ๓ กองกำลังด้านจันทบุรี-ตราด จึงจัดกำลังเข้าทำการกวาดล้างและผลักดันทหารเวียดนาม\/เฮงสัมรินในพื้นที่ดังกล่าว โดยมอบภารกิจ ให้กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ ทำการเข้าตีกวาดล้างและผลักดันกำลัง ทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน และยึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๐๗๘, ทียู.๕๒๘๐ และ ทียู.๕๓๗๙ ตามลำดับ กองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ ทำการเข้าตีกวาดล้างและผลักดันกำลังทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน และยึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๓๗๖, ทียู.๕๕๗๖ และ ทียู.๕๔๗๘<\/p>\r\n<p>กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ เคลื่อนกำลังจากที่รวมพลขั้นต้น บริเวณพิกัด ทียู.๔๘๗๗ ตามเส้นทางในภูมิประเทศรูปขบวนแถวตอนเรียงตามกัน เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นป่ารกทึบ โดยใช้ทหารกัมพูชาเป็นผู้นำทาง สองข้างทางเต็มไปด้วยขวากไม้ไผ่และกับระเบิดจำนวนมาก ขณะเดินทางเข้าใกล้ที่หมาย พลนำทางเหยียบกับระเบิดเสียชีวิต ๑ นาย บาดเจ็บสาหัส (ขาขาดทั้งสองข้าง ๑ นาย)และบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวนหนึ่ง ผู้บังคับกองร้อย ฯ จึงสั่งการให้ทหารกัมพูชาที่เหลือนำศพ และผู้บาดเจ็บส่งกลับไปยัง ทก.พัน ในวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๘ เวลา ๑๑๕๖ กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ เคลื่อนที่เข้ายึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๐๗๘ และใน ๒๖ มกราคม ๒๕๒๘ เวลา ๑๔๐๐ เข้ายึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๒๘๐ โดยไม่ได้รับการต้านทาน จากฝ่ายทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ใน ๒๗ มกราคม ๒๕๒๘ กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ เคลื่อนกำลังเพื่อเข้ายึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๓๗๙ ก่อนถึงที่หมายได้จัดส่งชุดลาดตระเวน ออกไปหาข่าวการวางกำลังของทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน และสำรวจพื้นที่ไม่พบร่องรอยของฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่มีแหล่งน้ำ ไม่เหมาะสมในการวางกำลังยึดพื้นที่ กองร้อยปืนเล็กที่ ๑ ฯ จึงขออนุมัติ กองพันทหารราบที่ ๓ ฯ วางกำลังยึดพื้นที่บริเวณพิกัด ทียู.๕๒๘๐ โดยจัดส่งชุดลาดตระเวนระวังป้องกัน และซุ่มโจมตีบริเวณพิกัดทียู.๕๓๗๙ การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้สามารถยึดที่หมายสำเร็จโดยไม่ได้รับการต้านทานจากฝ่ายตรงข้าม<\/p>\r\n<p>กองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ เคลื่อนกำลังที่จากที่รวมพลขั้นต้น บริเวณพิกัด ทียู.๕๑๗๕ ตามเส้นทางในภูมิประเทศเข้ายึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๓๗๖ เมื่อ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๘ เวลา ๑๑๕๖ โดยไม่ได้รับการต้านทานจากทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ในพื้นที่ ๆ หมายตรวจพบร่องรอยการวางกำลังของข้าศึก เช่น กล่อง, เสบียงอาหาร, เศษอาหาร, ปลอกกระสุน เป็นต้น ในวันรุ่งขึ้น วันที่ ๒ต มกราคม ๒๕๒๘ กองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ เคลื่อนกำลังเข้ายึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๕๗๖ สามารถยึดที่หมายได้ในเวลา ๑๐๕๐ โดยไม่มีการต้านทานจากฝ่ายตรงข้ามเช่นเดิม แต่พบร่องรอยการพักแรมของข้าศึกจึงทิ้งกำลัง ๑ ชุดปฏิบัติการทหารพรานนาวิกโยธิน ยึดรักษาพื้นที่ไว้แล้ว นำกำลังส่วนใหญ่เคลื่อนที่ต่อไปตามสันเขา เพื่อเข้ายึดที่หมายบริเวณพิกัด ทียู.๕๔๗๘ โดยให้ทหารกัมพูชาเป็นผู้นำทาง ลักษณะเส้นทางการเคลื่อนที่ เป็นเส้นบังคับไปตามภูมิประเทศจนถึงบริเวณพิกัด ทียู.๕๕๑๗๗๗ พลนำทางรายงานว่าตรวจพบข้าศึก น่าจะเป็นที่ตั้งของ ทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ผู้บังคับกองร้อย ฯ จึงขอสนับสนุนการยิงไปยังที่ตั้งข้าศึกและนำกำลังเข้ากวาดล้าง ขณะดำเนินการเข้าตี เรือเอก เชลง ฯ ผู้บังคับกองร้อย เหยียบกับระเบิดของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งวางป้องกันฐานไว้โดยรอบได้รับบาดเจ็บ บริเวณขาขวาและสะโพกด้านขวา จึงต้องถอนกำลังเข้าฐานชั่วคราวและดำเนินการส่งกลับในรุ่งขึ้น<\/p>\r\n<div align=\"center\"><img style=\"display: block; margin-left: auto; margin-right: auto;\" title=\"111.jpg\" src=\"..\/..\/..\/storage\/frontend\/editor\/391d5209-bd07-4656-b8df-c564ed804822.jpg\" alt=\"\" width=\"565\" height=\"400\"><\/div>\r\n<p>&nbsp;<\/p>\r\n<p>&nbsp;<\/p>\r\n<p>&nbsp;ใน ๒๗ มกราคม ๒๕๒๘ กองพันทหารราบที่ ๓ ฯ สั่งการให้ เรือเอก ดำรงค์ สารสิทธิ์ นายทหาร ฝ่ายการข่าว กองพันทหารราบที่ ๓ กองกำลังด้านจันทบุรี-ตราด ปฏิบัติหน้าที่ ผู้บังคับกองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ แทน เรือเอก เชลงฯ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติที่ผ่านมา เรือเอก ดำรงค์ ฯ เดินทางไปรับหน้าที่ เมื่อเวลา ๐๗๐๐ ทำการสำรวจพื้นที่ปฏิบัติการ ทราบว่าบริเวณที่หมายมีกำลังของทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ประมาณ ๑๐๐&ndash;๑๕๐ คน วางแนวตั้งรับด้วยการขุดคูสนามเพลาะ เป็นแนวยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ตามแนวสันเนินตั้งแต่ บริเวณพิกัด ทียู.๕๕๗๘-ทียู.๕๔๗๙ มีการวางปืนกลเบาและปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ตั้งอยู่ในพื้นที่ได้เปรียบ มีพื้นที่ยิงที่ดี ตลอดจนมีการวางกับระเบิดไว้อย่างแน่นหนาบริเวณหน้าแนวตั้งรับ หลังจากสำรวจพื้นที่ที่หมายแล้ว ผู้บังคับกองร้อย ฯ วางแผนการปฏิบัติและออกคำสั่งเข้าตีที่หมายให้กับ ผู้บังคับหมวด และหัวหน้าส่วนที่ขึ้นสมทบ เกี่ยวกับภารกิจ, การปฏิบัติแบะแนวความคิดในการปฏิบัติ รูปขบวนในการเข้าตี กำหนดแนวประสานการปฏิบัติขั้นสุดท้าย เพื่อปรับรูปขบวนในการเข้ายึดที่หมาย ให้หมวดปืนเล็กที่ ๑ ฯ มี เรือตรี ยงยุทธ สุวรรณปรีดี เป็นผู้บังคับหมวด ฯ เข้าตีทางปีกซ้าย หมวดปืนเล็กที่ ๒ ฯ มี พันจ่าเอก ณรงค์ นุตะปราณี เป็นผู้บังคับหมวด ฯ เข้าตีทางปีกขวา โดยให้หมวดปืนเล็กที่ ๓ ฯ มีพันจ่าเอก สุชาดา หลงสวัสดิ์ เป็นผู้บังคับหมวด ฯ เป็นหมวดสนับสนุน สำหรับผู้บังคับกองร้อย ฯ เคลื่อนที่ตาม หมวดปืนเล็กที่ ๒ ฯ ซึ่งเป็นหมวดเข้าตีหลักพร้อมทั้งมอบภารกิจให้หมวดหนุน ระวังป้องกันพื้นที่ ด้านหลังและรักษาเส้นทางการส่งกำลัง เพื่อให้สามารถส่งกลับได้อย่างปลอดภัย และสามารถใช้เส้นทางในการส่งกำลังบำรุงได้อย่างต่อเนื่อง<\/p>\r\n<p>ใน ๒๘ มกราคม ๒๕๒๘ ก่อนทำการเข้าตีที่หมาย กองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ ขอปืนใหญ่ ๑๐๕ มม.ยิงทำลายที่หมาย ตั้งแต่ ๐๘๓๐ ถึงเวลา ๐๘๔๕ ระหว่างการยิงทำลายที่หมาย กำลังกองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ เคลื่อนที่ผ่านแนวออกตีด้วยรูปขบวนตอนเรียงเดี่ยว ไปตามเส้นทางในภูมิประเทศเข้าสู่ที่หมาย การเคลื่อนที่ทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากพื้นที่เต็มไปด้วยกับระเบิดที่ฝ่ายตรงข้ามวางป้องกันที่ตั้งไว้ จำเป็นต้อง ใช้สุนัขสงครามร่วมกับทหารช่างในการตรวจค้นทุ่นระเบิดในระหว่างการเคลื่อนที่ จนกระทั่งเคลื่อนที่เข้าใกล้ข้าศึก ห่างแนวตั้งรับของทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ประมาณ ๑๕๐ เมตร ชุดลาดตระเวนล่วงหน้า รายงานผู้บังคับกองร้อย ฯ ว่า ตรวจพบข้าศึกวางกำลังตั้งรับตามแนวคูสนามเพลาะอย่างหนาแน่น จึงประสานเครื่องบินทหารอากาศ หน่วยบิน ๒๐๒๒ จังหวัดตราด บินตรวจการณ์ทางอากาศและปรับการยิง ทำให้กระสุนปืนใหญ่ ๑๐๕ มม.ยิงถูกเป้าหมายอย่างได้ผล เมื่อกำลังเคลื่อนที่ห่างที่หมายประมาณ ๑๐๐ เมตร ผู้บังคับกองร้อย ฯ ประสานปืนใหญ่ ๑๐๕ มม. หยุดยิง เพื่อดำเนินกลยุทธเข้ายึดที่หมาย โดยให้หมวดปืนเล็กที่ ๑ ฯ เข้าตีทางปีกซ้าย หมวดปืนเล็กที่ ๒ ฯ เป็นส่วนเข้าตีหลักทางปีกขวาและดำเนินกลยุทธเข้ายึดที่หมาย ปรากฏว่าได้รับการต้านทานจากอาวุธของข้าศึกอย่างหนาแน่น ทั้งอาวุธประจำกาย ,อาวุธประจำหน่วย และอาวุธสนับสนุน การรุกคืบหน้าได้อย่างล่าช้า เนื่องจากที่หมายอยู่บนเนินสูงกว่า ระหว่างทางเต็มไปด้วยกับระเบิด ระหว่างการเข้าตีทหารได้รับบาดเจ็บจากอาวุธของข้าศึก ๒ นาย ต้องรีบดำเนินการส่งกลับไปยังพื้นที่ส่วนหลัง และขอเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนในการส่งกลับ จากนั้นผู้บังคับกองร้อย ฯ ร้องขอปืนใหญ่ ๑๐๕ มม.ยิงสนับสนุนการเข้าตี เพื่อตัดรอนและทำลายป้อมปืนกล และอาวุธสนับสนุนของข้าศึกตามแนวคูสนามเพลาะ โดยมีเครื่องบินทหารอากาศหน่วยบิน ๒๐๒๒ ตรวจการณ์และปรับการยิงให้ จนกระทั่งเวลา ๑๖๐๐ สภาพทัศนวิสัยในพื้นที่ปฏิบัติการจำกัด เนื่องจากเมฆปกคลุมพื้นที่มาก ทำให้การตรวจการณ์ทางอากาศไม่ได้ผล ประกอบกับกระสุนของหน่วยดำเนินกลยุทธในการเข้าตีที่หมายเหลือน้อยมาก จำเป็นต้องถอนกำลังเข้าที่ตั้งรับเร่งด่วน เพื่อรับการส่งกำลังบำรุง รับการเพิ่มเติมกระสุน, เสบียง และปรับกำลังเตรียมการเข้าตีต่อไป<\/p>\r\n<p>ในระหว่าง ๒๙-๓๐ มกราคม ๒๕๒๘ ได้ส่งชุดลาดตระเวนหาข่าวและเฝ้าตรวจความเคลื่อนไหวของทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน บริเวณที่หมายไม่พบความเคลื่อนไหว คาดว่าทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน กำลังปรับกำลังใหม่เพื่อเตรียมการต่อต้านการเข้าตีของฝ่ายเรา และใน ๓๑ มกราคม ๒๕๒๘ เวลา ๐๘๐๐ ผู้บังคับกองร้อย ฯ สั่งการให้หน่วยทำการเข้าตี เพื่อยึดที่หมายต่อไป โดยใช้รูปขบวนและการจัดหน่วยเข้าตี เช่นเดิม โดยกำหนดให้ หมวดปืนเล็กที่ ๑ ฯ เป็นหน่วยเข้าตีหลัก ในการเข้าตีครั้งนี้ไม่มีการเตรียมด้วยปืนใหญ่สนาม เนื่องจากต้องผลในการจู่โจม และเปลี่ยนทิศทางเข้าตีใหม่ทางทิศตะวันตกของที่หมาย ใช้เนิน ๒๐๓ เป็นจุดตรวจการณ์ในการเข้าตี การเข้าตีที่หมายได้รับการต้านทานจากทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน อย่างหนัก แต่ทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ไม่สามารถต้านทานกำลังของฝ่ายเราได้ จึงถอนตัว ถอยร่นเข้าเขตกัมพูชา เมื่อ ๓๑ มกราคม ๒๕๒๘ เวลา ๑๘๐๐ กองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ เข้าทำการกวาดล้างข้าศึก และยึดที่หมาย ตรวจพบร่องรอยการสูญเสีย, ร่องรอยของที่พัก, ป้อมปืนที่ตั้งอาวุธสนับสนุนถูกทำลาย และสามารถยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้จำนวนมาก ส่วนข้าศึกที่เสียชีวิตคาดว่ามีจำนวนมาก แต่ข้าศึกได้นำศพถอยกลับไปด้วย ทำให้ไม่สามารถยึดศพของข้าศึกได้<\/p>\r\n<p>ผลการปฏิบัติในครั้งนี้ กองร้อยปืนเล็กที่ ๒ ฯ สามารถยึดพื้นที่และผลักดันกำลังทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ที่รุกล้ำอธิปไตย ให้ออกนอกเขตแดนไทยสำเร็จ พร้อมทั้งสร้างความสูญเสียให้กับกำลังของฝ่ายตรงข้าม และยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ได้จำนวนมาก โดยฝ่ายเราเสียชีวิต ๑ นาย บาดเจ็บ ๓ นาย<\/p>\r\n<p><strong>สรุปบทเรียนที่ได้รับจากการปฏิบัติ<\/strong><\/p>\r\n<p>การปฏิบัติภารกิจในการกวาดล้างและผลักดันกำลังทหารเวียดนาม\/เฮงสัมริน ที่รุกล้ำอธิปไตยในครั้งนี้ทำให้ได้รับบทเรียน เป็นข้อมูลในการศึกษาและเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้<\/p>\r\n<p><strong>๑. การประกอบกำลัง<\/strong><\/p>\r\n<p>กองพันทหารราบที่ ๓ กองกำลังด้านจันทบุรี-ตราด ประกอบกำลังจากหลายหน่วย ได้แก่ ทหารนาวิกโยธิน, ทหารพรานนาวิกโยธิน และตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งแต่ละกองร้อยจะประกอบกำลังจาก ๓ หน่วย ดังกล่าว เนื่องจากกำลังของแต่ละหน่วยมีพื้นฐานในการปฏิบัติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการปกครองบังคับบัญชา ทำให้เกิดปัญหาในการสั่งการต่อกำลังดังกล่าวที่มาจากต่างหน่วยกัน<\/p>\r\n<p><strong>๒. การใช้อาวุธสนับสนุน<\/strong><\/p>\r\n<p>ลักษณะภูมิประเทศที่ปฏิบัติการเป็นเขาสูงชันและป่ารกทึบ การใช้อาวุธสนับสนุนในอัตราของกองร้อยปืนเล็ก ในพื้นที่สู้รบไม่สามารถกระทำได้การใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ๖๐ มม.หาที่ตั้งยิงลำบากมีพื้นที่จำกัด กองร้อยจึงต้องส่ง ตอนเครื่องยิงลูกระเบิด ๖๐ มม.กลับและขอเบิกเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง อาร์พีจี ไปสนับสนุนแทน<\/p>\r\n<p><strong>๓. ลักษณะพื้นที่ปฏิบัติ<\/strong><\/p>\r\n<p>พื้นที่ปฏิบัติการมีลักษณะเป็นป่ารกทึบ การเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางบังคับจากที่ต่ำขึ้นที่สูง เส้นทางเต็มไปด้วยกับระเบิด และขวากไม้ไผ่จำนวนมาก บริเวณที่หมายเป็นมั่นดัดแปลงแข็งแรง การเข้าตีที่หมายจำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่ ๑๐๕ มม. ยิงทำลายและข่มข้าศึกก่อนการเข้าตี เพื่อลดความสูญเสียของฝ่ายเรา<\/p>\r\n<p><strong>๔. การส่งกำลังบำรุง<\/strong><\/p>\r\n<p>ปัญหาสำคัญในการปฏิบัติการยุทธครั้งนี้ หน่วยสนับสนุนไม่สามารถส่งกำลังให้หน่วยในแนวหน้าได้ ทำให้หน่วยดำเนินกลยุทธ ต้องส่งกำลังส่วนหนึ่งลงมารับสิ่งอุปกรณ์ แบะเสบียงอาหาร ตลอดจนการปฏิบัติทำให้ต้องเสียกำลัง ในส่วนดำเนินกลยุทธไปส่วนหนึ่งโดยไม่จำเป็น ดังนั้น การวางแผนในการปฏิบัติไม่ควรมองข้ามความสำคัญในเรื่องการส่งกำลังบำรุง&nbsp;<\/p>"]]></description>
                <thumbnail>https://ctbdc.navy.mi.th/storage/frontend/article/22948/image_thumbnail_th.jpg></thumbnail>
                <guid>22948</guid>
                <pubDate>29.10.2568</pubDate>
            </item>
            </channel>
</rss>
